ข้ออ้าง "เอาไว้ทำพันธุ์อย่างเดียว": กับดักการเก็บนกแข่งที่ไม่เคยผ่านสนามจริง
สวัสดีครับ วันนี้ได้อ่านบทความของทางเมืองนอกเรื่องนึง ก็พูดถึงนกที่เราเก็บทำพันธุ์
ก็มีแง่คิดดีๆ ชวนให้เราคิดว่า เขากำลังจะสื่ออะไรถึงพวกเรา เพราะ แน่นอนกรงทุกกรงย่อมมีนกที่ตัวเอง
เก็บทำพันธุ์ และ ทุกคนก็มีวิธีการ หลักการที่ได้มา แนวทางการคัดเลือกนก และ ความเชื่อมั่นในตัวนกเช่นกัน
ในการที่เราอ่านอะไรแล้วได้คิด มีมุมสะท้อนอะไรบางอย่างเมื่อมาเปรียบเทียบกับตัวเราเอง รวมถึงสิ่งที่ได้เห็น
มันย่อมมีอะไรดีๆที่เราเก็บขึ้นมาใช้ มาดัดแปลง เปลี่ยนแปลงได้ ก็มีมุมคิดดีๆขึ้นมา
.jpg)
ผมชอบภาพนี้ มันสะใจสื่อตรงดี ในกรงนกพันธุ์ คือ นกแข่งได้ที่ 1 กับ นกคัดเก็บเข้ามาทำพันธุ์ เขม่นกัน
ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า บทความนี้เราจะเน้นไปที่เรื่องของนกพันธุ์
โดยไม่ได้พูดถึง วิธีการเลี้ยง การบริหารจัดการนะครับ
ซึ่งแน่นอนมันเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ขอเน้นมาที่เรื่องนี้ก่อนเท่านั้นครับ
ในวงการนกพิราบแข่ง คำว่า "นกสายเลือดดี" หรือ "นกจับสวย"
มักจะเป็นเป้าหมายที่ผู้เลี้ยงทุกคนถวิลหา
แต่มีพฤติกรรมหนึ่งที่แฝงตัวอยู่ในหลายๆกรง โดยไม่รู้ตัว นั่นคือพฤติกรรมที่เรียกว่า
"ข้ออ้างเอาไว้ทำพันธุ์" (The "Breeder-Only" Excuse ) ผมชอบคำนี้ของเขา

การนำนกพิราบรุ่นเยาว์เข้ากรงผสมพันธุ์โดยตรงทันที
โดยที่ไม่เคยผ่านการฝึกปล่อยซ้อมระยะทาง (Road Tosses) หรือ การแข่งขันจริงแม้แต่ครั้งเดียว
เพียงเพราะมันมีใบเพ็ดดีกรีสวยหรู หรือ มีรูปร่างหน้าตาที่ถูกใจ
การกระทำนี้ ดูเหมือนจะเป็นการถนอมนกสายเลือดดีเอาไว้ แต่นี่คือ
" มายาคติ "
ที่กำลังกัดกิน และ มีโอกาสทำลายพัฒนาการของกรงนกคุณอย่างเงียบๆ

เหตุผลหลักที่การเก็บนกไม่ผ่านการทดสอบ ทำลายโปรแกรมการพัฒนาสายพันธุ์
1. การผสมพันธุ์แบบ "คนตาบอด" ที่ขาดการพิสูจน์ทางกายภาพ (Breeder Blindness)
อันนี้เข้าใจดีว่า หลายๆกรง รวมถึงผมด้วย มีนกที่นำเข้ามาทำพันธุ์แบบที่ไม่เคยแข่ง ไม่เคยพิสูจน์มาก่อน เช่น นกนอก
หรือ นกไทยเองก็ตาม การนำนกแบบนี้มาก็น่าจะเป็นเพราะเพดดีกรีที่ดี นกสวย สายพันธุ์แฟชั่นที่นิยมกัน
ก็จะนำมาเข้าคู่ เอาลูกมาแข่ง แบบมีความฝัน และ ความหวัง ไว้เพียบ
นกแบบนี้ต่อให้เพ็ดดีกรีจะระบุว่ามีพ่อแม่ระดับแชมป์โลก หรือ นกจะมีโครงสร้างปีก ขน และ
กล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบเพียงใด สิ่งเหล่านั้นไม่เคยรับประกันได้เลยว่า นกตัวนั้นจะมี:
- ทักษะการนำทาง (Orientation Skill):
สัญชาตญาณในการหาทางกลับบ้านที่แม่นยำ
- หัวใจนักสู้ (Determination / Heart):
ความอดทนที่ไม่ยอมแพ้ต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย
- ความอึดภายใน (Internal Stamina):
พลังงาน และ การฟื้นตัวของระบบภายในร่างกาย
สิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับนกแบบ Breeder Blindness คือ
นกแบบนี้จะมีความแข็งแกร่งสู้นกที่เคยบิน เคยแข่ง เคยพิสูจน์ผลงานมาแล้วไม่ได้
ดังนั้นการส่งผ่านยีน หรือ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม มีโอกาสเป็นรองนกที่
เคยแข่ง เคยบินออกกำลังกายประจำไม่ได้ นกมันจะมีภูมิต้านทานที่ดี และ แกร่งกว่า

ตัวอย่าง:
เปรียบเหมือนคุณซื้อรถสปอร์ตหรูที่จอดโชว์อยู่ในโชว์รูม รูปร่างภายนอกดูเงางาม
เครื่องยนต์ดูแรง แต่ถ้าไม่เคยเอาลงวิ่งบนถนนจริง คุณไม่มีทางรู้เลยว่าระบบส่งกำลัง รูรั่วในหม้อน้ำ
หรือระบบเบรกมีปัญหาหรือไม่?
การนำนกที่ไม่เคยผ่านการแข่งขันมาทำพันธุ์
ก็ไม่ต่างจาก การลุ้นสุ่มดวง (Game of pure luck)
ที่อาจส่งต่อ "พันธุกรรมซ่อนเร้นที่ไม่พึงประสงค์"
ไปสู่ลูกนกรุ่นต่อไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว

2. การสูญเสีย "พื้นที่ทองคำ" ในกรงพ่อแม่พันธุ์ (Wasting Premium Breeding Slots)
พื้นที่ในกรงผสมพันธุ์ (Breeder Loft) มีจำกัด และ มีมูลค่าสูงมาก
นกทุกตัวที่จับจองช่อง กล่อง หรือ คอนอยู่ในกรงทำพันธุ์ย่อมกินทรัพยากร ทั้งอาหาร ค่าน้ำยา สุขภาพ
และ ที่สำคัญที่สุดคือ "เวลา"

การเสียสละพื้นที่ทองคำเหล่านี้ให้กับ "นกที่ไม่เคยผ่านการพิสูจน์"
เท่ากับว่าคุณกำลัง ตัดโอกาส นกแข่งที่ผ่านศึกสนามจริง นกที่มีผลงานประจักษ์แล้วว่าเอาชีวิตรอด
และ ทำความเร็วได้ดีไม่ให้มีโอกาสได้ส่งต่อยีนส์แชมป์ (Champion Genes) ของพวกมันไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

หัวข้อนี้ผมชอบนะครับ มันให้ความสำคัญกับการคัดเลือกนกที่จะมาทำพันธุ์ ต้องคัดให้ดีที่สุด
นกที่เกรดรองในตัวมันเอง หรือ ในใจท่าน ก็ไม่ควรเก็บเอาไว้
นกที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนก็ไม่ควรอยู่ในกรงนกพันธุ์ของท่าน
วิธีการที่ผมมักเขียน และ พูดถึงตลอดในการคัดนกพันธุ์ที่กรง คือ
ถ้าท่านเข้ากรงนกพันธุ์ มองหน้านกทุกตัว ถ้าท่านไม่รู้จักตัวมัน
ไม่รู้จักเชื้อสายตระกูลของมัน มันไม่ใช่นกพันธุ์ของท่านละครับ
หลักการสำคัญคือ นกพันธุ์มีไม่ต้องมาก แต่ นกคุณภาพต้องมี
กรงนกพันธุ์ที่ดี มีไม่ต้องมากกรง และ นกมาก กรงมาก นั้นผิดมหันต์ครับ
จำไว้เสมอว่า ไม่จำเป็น ไม่ต้องขยายกรงนกพันธุ์เพิ่ม ปริมาณมันไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก
เราต้องฝึกให้ตัวเองคัดนกที่ดีเข้ากรง นกที่ไม่ดีก็ไม่ใช่นกพันธุ์ของกรงเรา

สายเลือดที่ยิ่งใหญ่บนกระดาษเพ็ดดีกรีจะไม่มีความหมายเลย
หากขาดการพิสูจน์ในสนามแข่งจริง นกพิราบแข่งวัดค่ากันที่
"ความสามารถในการบินกลับบ้าน และ ความเร็ว"
ไม่ใช่เพียงแค่รูปร่างภายนอก

โอกาสสำหรับนก... สำคัญ
ที่สุดแล้ว ก็อยากจะบอกว่า ไหนๆเราก็คัดนกที่ท่านคิดว่าดีที่สุดมาทำพันธุ์แล้ว
เราก็ต้องให้โอกาสนก ถ้าเราไม่ให้โอกาสมัน มันก็ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์
ถ้าเราไม่เข้าคู่ มันก็ไม่มีลูกออกมาแข่งเพื่อพิสูจน์ผลงาน และ

เวลาเข้าคู่ อยากจะแนะนำว่า เพาะสัก 2 ครอก ได้ลูกสัก 3-4 ตัว ออกมาแข่งก็จะดีครับ
จะได้ทดสอบสายพันธุ์ได้เต็มที่ เพราะ ถ้าเพาะครอกเดียวได้ลูกตัวเดียว หรือ สองตัว
โขคไม่ดี เกิดป่วย เกิดชน เกิดหาย ก็ไม่ได้พิสูจน์อะไรกันพอดีครับ เสียเวลาทั้งคน และ นก

และ การเลี้ยงนก การที่จะประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนนั้น
การคัดเลือกนกเข้ากรงนกพันธุ์อย่างเคร่งครัด โดยผ่านการทดสอบในสนามแข่งเท่านั้น
ที่จะช่วยส่งเสริมให้กรงของคุณยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพได้อย่างยั่งยืน

หลักการของท่านคืออะไร?
ก็ถ้ามีเวลา ก็น่าที่จะลองถามตัวของท่านเองนะครับว่า ท่านมีหลักการคัดนกเข้ากรงนกพันธุ์ของท่านเองอย่างไร?
และ ปัจจุบันนกที่อยู่ในกรง ได้มาอย่างไร? ท่านรู้จักนกพันธุ์ของท่านดีขนาดไหน?

ส่วนตัวผมเอง หลักการที่ผมใช้มาตลอด สำหรับการคัดเลือกนกพันธุ์ คือ....
ผมชอบที่จะใช้นกแข่งที่เก่งมีผลงานที่ดีของกรงผมมาทำพันธุ์ก่อนเพื่อน
จากนั้นรองลงมาก็ พี่ น้อง หรือ ลูก
ถ้าเป็นนกนอกก็ชอบที่จะเป็นนกที่ชนะ Olympiade, Ace Pigeon, National Champions
จะสายพันธุ์อะไรก็ตามแต่ ผมไม่ค่อยซีเรียส ขอให้บินเก่งผมชอบมากครับ...

.jpg)
.jpg)
.................................................................................................................................
สุดท้ายก่อนจาก
นกต้องให้โอกาสมัน ถ้าไม่ให้โอกาส มันก็จะไม่ได้พิสูจน์ผลงาน จากตัวมันเอง หรือ ลูกหลานของมัน
" เพ็ดดีกรีอาจบอกเราได้ว่านกควรจะดีแค่ไหน...
แต่ 'สนามแข่ง' เท่านั้นที่จะบอกความจริงว่ามันดีจริงหรือเปล่า "
และ บทความดีๆ มีมากมาย หาอ่านกันได้ที่
WWW.FRANCISLOFT.COM
************************************************************************************************



viratsopinpornraksa@gmail.com
Tel. 081-731-7625

