JustMakeWeb.com รับทำเว็บไซต์ รับทำเว็บโรงแรม รับทำเว็บขายของ รับทำเว็บบริษัท เว็บสำเร็จรูป รับทำเว็บร้านค้า ออกแบบเว็บไซต์ ใช้งานได้ง่าย รองรับ SEO โปรโมท GOOGLE ให้ติดอันดับได้อย่างรวดเร็ว , ลงโฆษณาฟรี VPS ราคาถูก
รับทำเว็บไซต์
0

สีของกล้ามเนื้อหน้าอกของนกพิราบ: ทำไมเป็นสีชมพู สวยงาม และ บางตัวเป็นสีม่วง? มันสื่ออะไรให้เรา?

2026-11-02 17:53:08 ใน สรรสาระ » 0 52 สีของกล้ามเนื้ออกนกพิราบ: ทำไมภาพ A ถึงเป็นสีชมพู และภาพ B ถึงเป็นสีม่วง?



สวัสดีครับ 

วันนี้ก็มีบทความที่น่าสนใจมาฝากกันครับ  เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับท่านที่เลี้ยงนกพิราบแข่งกันแน่ครับ 

ในการเลี้ยง และ การพัฒนานักกีฬาปีกเหล็กอย่างนกพิราบแข่ง การประเมินสภาพความพร้อมของร่างกาย
ผ่านการเช็ก "กล้ามเนื้ออก (Breast Muscle)" ถือเป็นหัวใจสำคัญระดับโปรเฟสชันแนล มืออาชีพที่เขาดูกัน

ภาพอินโฟกราฟิกด้านบนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดูสีผิวเผิน แต่เป็นตัวสะท้อนกระบวนการทางสรีรวิทยา และ
การไหลเวียนโลหิตที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของนกอย่างแท้จริง



มาทำความเข้าใจกันแบบเจาะลึกครับว่า ทำไมภาพ A และ B ถึงมีความแตกต่างกัน เกิดจากกลไกใด และ
หากนกตกอยู่ในสภาพแบบภาพ B เราจะมีแนวทางแก้ไข และ ดูแลอย่างไร ให้พวกเขากลับมาฟิตสมบูรณ์ได้อีกครั้ง

 
1) เจาะลึกเบื้องหลัง: ทำไมภาพ A (Pink Rose) ถึงพร้อม และภาพ B (Dark Red) ถึงล้า?

ภาพ A : Pink Rose (สีชมพูกุหลาบ - สภาพสมบูรณ์สูงสุด)



เกิดจากอะไร?

เกิดจากการที่ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หัวใจสูบฉีดเลือด และ
ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออกได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน นกมีการพักผ่อนที่เพียงพอ
ทำให้น้ำ glycogen ในกล้ามเนื้อถูกเก็บสะสมไว้ในระดับที่เหมาะสม ไม่มีกรดแลคติกตกค้าง
(ผมมีคำอธิบายเพื่อให้เราได้เข้าใจเกี่ยวกับ "กรดแลคติก" ด้านล่างครับ) 


 
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

เพราะโภชนาการที่ได้รับมีความสมดุล ตารางการฝึกซ้อมมีความพอดี และ
ร่างกายมีเวลาฟื้นตัว (Recovery time) อย่างเต็มที่
ผิวหนังจึงมีลักษณะนุ่ม ยืดหยุ่น และ มีเลือดฝาดสีชมพูสดใส



.....................................................................................................................

 
ภาพ B: Dark Red / Purplish (สีแดงเข้มอมม่วง - สภาพเหนื่อยล้าสะสม)



เกิดจากอะไร?

เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนักหน่วงต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป (Overuse / Overtraining)
ทำให้เกิดการคั่งของ กรดแลคติก ในกล้ามเนื้อ  การไหลเวียนของเลือดฝอยเริ่มติดขัด
เลือดดำคั่งค้างทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ หรือ อมม่วง


ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

เกิดจากการฝึกซ้อมที่หนักเกินไป เผชิญสภาพอากาศที่ยากลำบากระหว่างบินกลับจากระยะไกล
หรือ หลงทางไปไกล และ ได้รับสารอาหาร รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังบิน
ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงตัว แข็งกระด้าง และสูญเสียความยืดหยุ่น


 
2. แนวทางปฏิบัติและการแก้ไข:

หากนกอยู่ในสภาพ "ภาพ B" ต้องทำอย่างไร?

เมื่อเราตรวจเช็กแล้วพบว่ากล้ามเนื้ออกของนกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มอมม่วง (ภาพ B)
ไม่ควรปล่อยให้นกบินฝึกซ้อม หรือ ส่งเข้าแข่งขันเด็ดขาดครับ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรัง
กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือ นกอาจหมดแรงกลางทางจนสูญหายได้

 

แนวทางแก้ไขเพื่อให้กลับมาเป็นภาพ A ดังนี้ครับ:
 

1. ให้พักผ่อนอย่างเด็ดขาด (Complete Rest):

หยุดตารางการปล่อยบินฝึกซ้อมทั้งหมดทันที ให้นกได้พักผ่อนในกรงโปร่งที่อากาศถ่ายเทสะดวก
ลดความเครียด เพื่อให้ระบบเผาผลาญได้เคลียร์ของเสีย และ กรดแลคติกออกจากกล้ามเนื้อ



2. ปรับโภชนาการและสารอาหารฟื้นฟู:

เน้นอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายธัญพืช อย่างพวกอาหารรวมสูตร Champion คุณภาพสูงย่อยง่ายในช่วงแรก
เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่สึกหรอ


เสริมกรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acids) และ วิตามินรวมกลุ่มบี (Vitamin B-Complex) รวมถึงอิเล็กโทรไลต์
เพื่อช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์กล้ามเนื้อ และ การไหลเวียนของเลือด



3. ใช้อาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเพื่อเติมพลังงาน:

ในช่วงวันที่ 2-3 ของการพักฟื้น ให้ปรับสัดส่วนธัญพืช เพิ่มพวกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวเปลือก
เพื่อให้พลังงานสำรองกลับคืนสู่ระดับปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป

4. ตรวจเช็กซ้ำก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่:

สังเกตการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 24 - 48 ชั่วโมง จนกว่าสีผิวบริเวณอกจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงคล้ำอมม่วง
กลับมาเป็น สีชมพูกุหลาบ (Pink Rose) ที่มีความนุ่ม และยืดหยุ่นเป็นปกติ
จึงค่อยพิจารณาเริ่มโปรแกรมฝึกซ้อมเบาๆ อีกครั้ง



บทสรุป

การอ่านภาษากาย และ สภาพร่างกายผ่านกล้ามเนื้ออก คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้เลี้ยงเข้าใจ
"ขีดจำกัด" และ "ความพร้อม" ของนกพิราบได้อย่างแท้จริง

การดูแลที่ยืดหยุ่นตามสภาพร่างกายจริง ย่อมดีกว่าการบังคับฝืนซ้อม

 
คำคมประจำเรื่อง:

"ชัยชนะที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณฝึกนกหนักแค่ไหน แต่วัดกันที่คุณรู้จักสังเกต และ
ให้เวลาพักร่างกายของพวกเขาเพื่อฟื้นตัวได้ดีเพียงใด"



........................................................................................................................................


 
มาทำความรู้จักกับ "กรดแลคติก" ตัวป่วนที่ทำให้ กล้ามเนื้อล้า กันเถอะ!

ท่านเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาที่เราวิ่งเล่น ออกกำลังกายหนักๆ หรือ ปั่นจักรยานนานๆ
ถึงเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยขา ตึงกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกหมดแรงเอาดื้อๆ?

เบื้องหลังอาการเหล่านั้น มีตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่ นั่นก็คือเจ้า "กรดแลคติก (Lactic Acid)" นั่นเองครับ!

 
เรามาทำความรู้จักเจ้า กรดแลคติก คืออะไร? กันครับ

1. กรดแลคติก คืออะไร? เปรียบเสมือนอะไรในร่างกาย?

ถ้าร่างกายของเราเปรียบเสมือน "รถแข่งคันเก่ง" ที่กำลังวิ่งอยู่บนสนามแข่ง
"กล้ามเนื้อ" ก็คือเครื่องยนต์ที่ต้องใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงครับ

ปกติแล้ว เวลาที่เราเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ เช่น เดินเล่น หายใจสบายๆ ร่างกายจะใช้ออกซิเจนจากอากาศ
มาช่วยเผาผลาญอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างราบรื่น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง อย่างเช่นนกพิราบแข่งที่ต้องบินไกลๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
เครื่องยนต์จะต้องเร่งความเร็วสูงสุด จนร่างกายใช้ออกซิเจน (Oxygen) ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ทัน!
เมื่อออกซิเจนไม่พอ แต่ร่างกายยังต้องการพลังงานด่วนจี๋ ร่างกายจึงต้องหาวิธีสำรอง
โดยการเปลี่ยนน้ำตาลในกล้ามเนื้อให้เป็นพลังงานแบบ " ไม่ใช้ออกซิเจน "



ผลพลอยได้จากการสร้างพลังงานแบบฉุกเฉินนี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดของเสียขึ้นมา
เจ้าของเสียตัวนั้นมีชื่อว่า "กรดแลคติก" นั่นเอง!


2. ทำไมพอมันคั่งอยู่ในกล้ามเนื้อ ถึงทำให้เรา หรือนก รู้สึกแย่?

พอกรดแลคติกถูกสร้างขึ้นมามากๆ ในเวลาอันสั้น แต่มันระบายออก หรือ ถูกกำจัดไม่ทัน
มันก็จะเกิดอาการ "การคั่งของกรดแลคติก" (สะสมอยู่เต็มกล้ามเนื้อไปหมด) ซึ่งส่งผลดังนี้ครับ:

กล้ามเนื้อเป็นกรด และ แสบร้อน: พอกรดมาสะสมเยอะๆ สภาพความเป็นกรดในกล้ามเนื้อจะสูงขึ้น
ทำให้เกิดอาการตึง แข็งกระด้าง หรือรู้สึกปวดแสบปวดร้อน
ส่งสัญญาณเตือนภัยว่า " ไม่ไหวแล้วนะ ":
สมองและกล้ามเนื้อจะสั่งให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า ไม่อยากขยับต่อ เพื่อบังคับให้ร่างกายต้อง " หยุดพัก "

สูญเสียความยืดหยุ่น:

จากกล้ามเนื้อที่เคยนุ่มนวล และ ยืดหยุ่นดี ก็จะกลายสภาพเป็นกล้ามเนื้อที่ตึงแน่น (เหมือนภาพ B ในเรื่องนกพิราบครับ)

สำหรับนกพิราบสื่อสารที่ต้องบินฝ่าลมฝ่าฝนแข่งกันข้ามจังหวัด กล้ามเนื้ออกของมันต้องทำงานหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง
ถ้าฝืนบินโดยไม่มีการพักผ่อน กรดแลคติกก็จะไปคั่งสะสมจนกล้ามเนื้ออกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มอมม่วง และ แข็งตึง
ทำให้นกบินต่อไม่ไหวและอาจหลงทางได้




3. แล้วเราจะกำจัดเจ้ากรดแลคติกนี้ออกไปได้อย่างไร?

ข่าวดีก็คือ กรดแลคติกไม่ใช่สารพิษถาวรครับ ร่างกายของเรา และ
นกพิราบสามารถกำจัดมันได้เองโดยใช้เวลาและตัวช่วยเหล่านี้:

1. การพักผ่อน (Rest): นอนหลับหรือหยุดพักนิ่งๆ

เพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับมาช่วยพาเจ้ากรดแลคติกออกจากกล้ามเนื้อไปทำลายที่ตับ



2. การยืดเหยียดเบาๆ หรือคูลdown:

ช่วยให้ระบบเลือดสูบฉีดได้ดีขึ้น พาของเสียออกไปได้เร็วขึ้น

สำหรับคนเราหลังออกกำลังกาย สำคัญคือ การยืดเส้น คลายกล้ามเนื้อ Stretching
สำหรับนก พอบินออกกำลังกายที่บ้าน หรือ กลับจากซ้อม หรือ แข่ง ให้น้ำสักหน่อย และ ให้นกได้พักผ่อน
พอสมควร แล้วค่อยกินอาหาร  กรณีที่บินรอบบ้านเสร็จ ผมมักจะให้นกพักเดินเล่นบน Trap บนหลังคา
บินขึ้นลงที่พื้นก็ได้ สบายๆ ให้นกได้พัก หายเหนื่อย คลายเครียด สังเกตุ พอนกฟื้นตัวก็จะคึก เดินเล่นกันสนุนสนาน





3. การดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์:

ช่วยเติมความสดชื่นและปรับสมดุลในร่างกายให้กลับมาฟิตปั๋งเหมือนเดิม




บทสรุป

กรดแลคติก เปรียบเสมือน "สัญญาณเตือนภัยสีแดง" จากร่างกาย
ที่คอยบอกเราว่า 'ตอนนี้เครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไปแล้วนะ ขอเวลาพักเติมพลังหน่อย!'
การรู้จักฟังเสียงเตือนนี้ และ ยอมให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างถูกวิธี คือ
เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้ทั้งคน และ นกกลับมาแข็งแรง และ พร้อมสู้ต่อได้อีกครั้งอย่างปลอดภัยครับ! 




สุดท้ายก่อนจาก 

บทความนี้อาจจะดูยาวหน่อย แต่เนื้ัอเรื่องสำคัญมาก สำหรับคนเลี้ยงนกพิราบแข่ง
ซึ่งบทความก็อ่าน และ เข้าใจได้ไม่ยาก ก็หวังว่าจะมีประโบชน์กับท่านที่สนใจครับ 

บทความดีๆแบบนี้ ยังมีอีกมากมาย ซึ่งหาอ่าน เรียนรู้กันได้ที่

WWW.FRANCISLOFT.COM 

..................................................................................................................



 
Copyright © 2026 www.francisloft.com All right reserved.